ประเภทของการสืบสวน

การสืบสวน คืออะไร

การสืบสวน คืออะไร  การสืบสวน ความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความถึง “การเสาะหาทบทวนไปมา” และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(10) ได้ให้ความหมายของ การสืบสวนไว้โดยได้บัญญัติไว้ว่า “การสืบสวน” หมายถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด

จากความหมายของการสืบสวนดังกล่าว “การสืบสวนอาชญากรรม” จึงหมายถึง การที่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ได้แสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า การสืบสวนนับเป็นการดำเนินงาน ตามขั้นตอนของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในการกระทำผิด อีกทั้งเพื่อบรรลุถึงวัตถุประสงค์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

สำหรับรายละเอียดแห่งความผิดอันเป็นหลักสำคัญมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ

– จะต้องสืบสวนให้พบว่าได้มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นจริงหรือไม่

– ถ้ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริงแล้วเป็นความผิดใด

– และใครเป็นผู้กระทำความผิดในคดีนั้น ๆ

หลักการสืบสวน

งานสืบสวนที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิดนั้น หากจะพิจารณาวิธีการปฏิบัติอาจแบ่ง “การสืบสวน” เป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ “การสืบสวนก่อนเกิดเหตุและการสืบสวนหลังเกิดเหตุ”ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงฝ่ายปกครองอื่น เช่น สรรพากรที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษี, ขนส่งมีหน้าที่จับกุมยานพาหนะขนส่งรถโดยสารที่กระทำผิดกฎหมาย, ศุลกากรมีหน้าที่ควบคุมจัดเก็บภาษี ดูแลสินค้านำเข้าส่งออก, ป.ป.ส.มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น มีภารกิจและอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนเพื่อรักษากฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยด้วยกันทั้งสิ้น

หากแบ่งประเภทของการสืบสวนตามความหมายของคำจำกัดความ เราอาจแยกประเภทการสืบสวนออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

การสืบสวน คืออะไร 

1. การสืบสวนก่อนเกิดเหตุ

หมายถึง การที่พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ได้สืบสวนหาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ที่ต้องสงสัยกระทำความผิด หรือสืบสวนหาร่องรอยพฤติการณ์ ที่อาจมีการกระทำผิด เพื่อสืบสวนไว้ก่อนที่จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น รวมถึงการสืบสวนหาข้อมูลท้องถิ่นกับอาคารสถานที่ แหล่งที่อาจเกิดอาชญากรรม หรือแหล่งที่ล่อแหลมต่อการประกอบอาชญากรรมได้ง่าย เพื่อที่จะนำมาวางแผนป้องกันอาชญากรรมไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งการสืบสวนหาข้อมูลก่อนเกิดเหตุนี้ มีนัยสำคัญต่อการป้องกันอาชญากรรมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะ “การสืบสวนก่อนเกิดเหตุ” นั้น เจ้าพนักงานตำรวจได้ดำเนินการไป เพื่อประโยชน์ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และรักษาความสงบเรียบร้อย

ขั้นตอนการสืบสวนก่อนเกิดเหตุ

“การป้องกันอาชญากรรมมิให้เกิดขึ้นถือว่าเป็นงานหลักของตำรวจ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงให้ข้อคิดเป็นพระราชดำรัส เกี่ยวกับการบริหารงานตำรวจที่ทรงคุณค่าไว้ว่า “การจับกุมผู้ร้ายนั้น ไม่ถือเป็นความชอบ เป็นแต่นับว่าผู้นั้นได้กระทำการครบถ้วนแก่หน้าที่เท่านั้น แต่จะถือเป็นความชอบ ต่อเมื่อได้ปกครองป้องกันเหตุร้าย ให้ชีวิตและทรัพย์สินของข้าแผ่นดินในท้องถิ่นนี้อยู่เย็นเป็นสุขพอสมควร”

จากพระราชดำรัสดังกล่าว ตำรวจจะต้องวางแผน เพื่อป้องกันมิให้เหตุร้ายเกิดขึ้นจะดีกว่าเหตุร้ายเกิดขึ้นแล้วจึงจะตามจับคนร้าย ดังนั้น “การสืบสวนก่อนเกิดเหตุ” จึงเป็นภารกิจที่สำคัญที่ “นักสืบ” ที่จะต้องออกทำการสืบสวนแสวงหาข้อมูลในพื้นที่รับผิดชอบของตน เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงในพื้นที่ ได้แก่ ข้อมูลบุคคล สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอาชญากรรม รวมถึงความรู้รอบตัวอื่น ๆ ที่ควรจะรู้เพื่อประโยชน์ ในการป้องกันมิให้เกิดเหตุ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และยังอาจสืบสวนเก็บข้อมูลไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนงานในหน้าที่ของตำรวจอีกด้วย ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1. ลักษณะภูมิประเทศ นักสืบจะต้องสืบสวนสภาพภูมิประเทศ หมู่บ้าน ชุมชน ถนนหนทางตรอก ซอย อาคารสถานที่สำคัญ ๆ แหล่งที่อาจก่ออาชญากรรมได้ง่าย ที่เปลี่ยว รวมทั้งเส้นทางรถไฟ ยานพาหนะรถยนต์ รถโดยสาร ฯลฯ

2. “สถานที่” นักสืบจะต้องรู้ และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านของบุคคลสำคัญ สถานที่ราชการที่สำคัญ ธนาคารสาขาใหญ่ สาขาย่อย ร้านทอง ร้านเพชร ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ โรงงานทุกประเภท โรงแรม หอพัก อพาร์ตเม้นต์ สิ่งเหล่านี้ “นักสืบจะต้องรวบรวมเก็บไว้เป็นข้อมูลท้องถิ่น ปัจจุบันการจัดเก็บได้จัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ หรืออยู่ในระบบข้อมูลผ่านดาวเทียม GPRS (General packet Radio Service) ซึ่งหมายถึง เป็นข้อมูลที่ถูกต้องตรงความเป็นจริงและสะดวกต่อการค้นหาเป้าหมายอาคารสถานที่ได้เป็นอย่างดี

3. “ประวัติบุคคล” นักสืบจะต้องเก็บข้อมูลประวัติบุคคลพ้นโทษ ประวัติบุคคลที่ประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย กลุ่มที่มีพฤติการณ์ผิดปกติ เช่น มีที่อยู่เร้นลับ มีพฤติการณ์ที่น่าสงสัย นักสืบต้องเก็บประวัติทั้งบุคคลสำคัญที่ควรให้ความคุ้มครองและคนที่มีประวัติ

4. ข้อมูลอื่น ๆ เช่น ข้อมูลที่พักแรม ข้อมูลหมายจับ ข้อมูลร้านค้าของชำ ข้อมูลที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันปราบปรามมีมากมาย ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับ “ภาวะผู้นำ” ของหน่วยงานนั้น ๆ ว่าจะวิเคราะห์ หรือพิจารณาเห็นความจำเป็นมากน้อยเพียงใด บางท่านอาจไม่เห็นความสำคัญ บางท่านหากมองปัญหาครบวงจรก็จะเห็นความสำคัญและนำข้อมูลมาใช้ อาทิ สถิติการเกิดอาชญากรรมนำมาเป็นข้อมูลลงแผนที่อาชญากรรมไว้ นำมาเขียนแผนป้องกันอุบัติภัย การวางแผนการปล้นร้านทอง เป็นต้น

ที่กล่าวมา เป็นเพียงข้อมูลพื้นฐานที่นักสืบ หรือผู้สืบสวนจะต้อง “สืบสวนไว้ก่อนเกิดเหตุ” ซึ่งข้อมูลที่กล่าวมาแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การจัดสายตรวจเดินเท้า สายตรวจรถยนต์ สายตรวจรถจักรยานยนต์ สายตรวจทางเรือ ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลพื้นฐานมาวางแผนทั้งสิ้น นอกจากนี้ หากมีการสืบสวนก่อนเกิดเหตุไว้ดี “เมื่ออาชญากรรมเกิดขึ้น” นักสืบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลก่อนเกิดเหตุว่าคดีที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นกลุ่มคนร้ายกลุ่มใด ซึ่งรายละเอียดการสืบสวนก่อนเกิดเหตุนี้นั้น มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับงานอื่น ๆ เกือบทุกด้าน

2. การสืบสวนหลังเกิดเหตุ

หมายความว่า เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นก็จะต้องสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ผู้สืบสวนจะต้องสืบสวนหาร่องรอย พยานหลักฐานจากบุคคล หรือสถานที่เกิดเหตุ เพื่อหาพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ เพื่อสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด และนำหลักฐานมายืนยันการกระทำผิดอีกด้วย ซึ่งในหลักการสืบสวนตามหลักสากลนั้น มีความมุ่งหมายเดียวกันกล่าวคือ เมื่อมีคดีเกิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำผิดหรือไม่รู้ตัวผู้กระทำผิดก็ตาม เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความร้องทุกข์แล้ว จำเป็นจะต้องมีการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด หรือหาตัวคนร้าย ซึ่งอาจจะต้องแบ่งขั้นตอนในการสืบสวนหาร่อยรอยหลักฐานรวมถึงพยานหลักฐาน เพื่อนำมาประกอบการดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนการสืบสวนหลังเกิดเหตุ

ผู้สืบสวน หรือนักสืบจะต้องระลึกไว้เสมอว่า ในการสืบสวนหาเรื่องราว และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ได้เกิดขึ้น และสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดที่ได้หลบหนีไปนั้น ผู้กระทำผิดหรืออาชญากรอาจทิ้งร่องรอยหลักฐานบางอย่างไว้ จะเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญ ที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางการสืบสวน หรือบางคดีเกิดขึ้น แม้จะยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เสียหาย ก็จะต้องสืบสวนหาผู้เสียหายด้วย หรือกรณีคดีฆ่าคนตายไม่ทราบแม้กระทั่งผู้ตายเป็นใคร และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำผิด เช่น ในกรณีผู้หญิงสาวถูกข่มขืนแล้วฆ่าตาย นำศพมาทิ้งไว้ที่ป่าละเมาะต้องพยายามสืบสวนให้ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร และใครเป็นผู้ทำให้ตาย สาเหตุที่ทำให้ตายเพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อะไร เป็นต้น

“การสืบสวนหลังเกิดเหตุ” นักสืบจะต้องระลึกถึงหลักเบื้องต้นในการสืบสวน 5 ประการ ดังนี้

1. สืบสวนให้ได้ความว่า มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะบางบางครั้งบางคดีเช่น พบผู้ตายอาจตายเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ หรือบางคนตายเนื่องจากป่วย ไม่ใช่มีผู้ทำให้ตาย

2. สืบสวนให้ได้ความว่า คดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีประเภทใด ตัวอย่าง เช่น บางคดีอาจเป็นลักทรัพย์หรือบางครั้งอาจไมใช่ อาจมาแจ้งความเพื่อหวังเงินประกัน

3. สืบสวนให้ได้ความว่า ใครเป็นผู้กระทำผิด หรือมีใครเป็นผู้ร่วมกระทำผิด

4. สืบสวนให้ได้ความว่า มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์หรือไม่ หากมีต้องพยายามหาหลักฐานมาประกอบการดำเนินคดีด้วย

5. สืบสวนให้ได้ความว่า คนร้ายหลบหนีไปอยู่ที่ใด จะต้องพยายามสืบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีเพื่อให้รับโทษตามกฎหมาย

การสืบสวนหลังเกิดเหตุนี้ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว และได้มีการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมา

ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ต่อมาแม้ตำรวจจะได้ตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษแล้ว ก็จะต้องสืบสวนขยายผล หาข้อมูลศึกษาวิเคราะห์ ป้องกันมิให้เกิดเหตุดังกล่าวซ้ำอีก ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ นักสืบที่ดีนั้น ไม่เพียงแต่จับกุมผู้กระทำผิดได้แล้วก็ยุติ จะต้องมีหน้าที่ค้นหาสาเหตุ แก่นแท้ของอาชญากรรมที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขควบคู่ไปด้วย ก็จะถือได้ว่าเป็น “นักสืบที่ทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์”

อ่านลทความน่าสนใจถัดไปเกี่ยวกับนักสืบ คุณสมบัติของการเป็นนักสืบมืออาชีพ

Leave a Reply

Your email address will not be published.